เรียนอินเตอร์ในไทย VS ไปนอก

เรียนอินเตอร์ในไทย VS ไปนอก

ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง ให้มันเสียบ้างเลือกสักทางว่าใคร
รับรองว่าเพลงนี้คงตรงใจน้องๆซึ่งอยู่ในภาวะต้อง เลือก” (ถึงแม้จะดูเก่าไปสักนิด) แต่พี่นุ้ยไม่ได้หมายถึงการเลือก ใครเพราะเรากำลังพูดถึงการเลือก อนาคตในการศึกษาต่อระดับปริญญาต่างหากจะเลือกทั้งที ให้นั่งโยนหัวก้อย หรือเด็ดกลีบกุหลาบคงไม่ดีแน่ การตัดสินใจต้องอาศัยเหตุผลกันหน่อยค่ะ

หากน้องเป็นคนหนึ่งที่จะต้องเลือกระหว่างการเรียนในหลักสูตรอินเตอร์และไปเรียนต่อเมืองนอก เหตุผลแรกที่ต้องพิจารณาคือทุนทรัพย์หรือก็คือเงินนั่นเอง ค่าเรียนเทอมหนึ่งของหลักสูตรอินเตอร์จะตกอยู่ที่ประมาณ 
70,000-80,000 บาท บางหลักสูตรเรียนแบบ 2 เทอมเหมือนการเรียนในภาคไทย ส่วนบางที่เรียนแบบ tri-semester หรือ 3 เทอมแบบต่งประเทศ โดยเทอมที่ 3 เป็นเทอม summer ย่อย มีระยะเวลาเรียนสั้นกว่าเทอมปกติ ค่าเรียนอินเตอร์ในไทยนับว่าสูสีกับการไปเรียนต่อต่างประเทศ โดยต่างประเทศจะสูงกว่า (จากข้อมูลใน Wikipedia สหรัฐอเมริกาดูเหมือนจะมีค่าเรียนสูงที่สุด รองลงมาคืออังกฤษ) บวกลบคูณหารออกมา ค่าเรียนตกประมาณเกือบ 1 ล้านบาทเหมือนกัน แต่ที่แตกต่าง คือ ค่าครองชีพค่ะ ค่าครองชีพในต่างประเทศมักสูงกว่าประเทศไทย คิดง่ายๆจากดัชนีแมคโดนัลด์ เบอร์เกอร์ชิ้นหนึ่งในเมืองนอก เช่น อเมริกา อังกฤษ หรือสิงคโปร์ จะมีราคาสูงกว่าที่เมืองไทย 1-2 เท่าโดยผันแปรตามอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ไหนจะมีค่าที่พักระหว่างศึกษาอีก ดังนั้น น้องๆที่อยากเรียนต่อต่างประเทศหรืออินเตอร์คงต้องคำนวณกันนิดหนึ่ง กรณีที่ทุนทรัพย์จากทางบ้านไม่เอื้ออำนวยและไม่สามารถหาทุนการศึกษาจากแหล่งอื่นได้ พี่นุ้ยว่าคงต้องมุ่งหน้าไปสู่ทางเลือกที่ 3 (ซึ่งละไว้ในฐานที่เข้าใจ) คือ เรียนภาคไทยหรือศึกษาต่อในประเทศค่ะ

เหตุผลต่อมาที่น้องต้องคิดในการตัดสินใจ คือ เรื่องการเรียนการสอน ถ้าจะให้ฟันธงไปเลยระหว่างอินเตอร์กับเมืองนอก พี่นุ้ยว่าตัดสินใจได้ยากมากค่ะ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยนั้นๆมากกว่า ซึ่งน้องสามารถตรวจสอบคุณภาพของมหาวิทยาลัยได้จากคู่มือที่ระบุคำวา “university ranking” หรือจะค้นหาในอินเตอร์เนตก็ได้ แต่ข้อสังเกตที่หลายคนพูดถึง คือ ต่างประเทศจะให้มอบหมายงานที่ต้องใช้ทักษะในการเขียน เช่น รายงาน มากกว่า ยิ่งไปกวานั้นจากประสบการณ์ส่วนตัวของพี่นุ้ยละเสียงลือเสียงเล่าอ้าง หลักสูตรอินเตอร์ในประเทศบางที่ยังมีลักษณะอย่างหนึ่งที่เรียกว่า รีไซเคิลอาจารย์ นั่นคือ เอาอาจารย์ที่สอนในภาคไทยมาสอนอินเตอร์ด้วย ซึ่งก็ไม่ผิดอะไรนะคะยกเว้นแต่ในกรณีที่อาจารย์บางคนมีความรู้แน่น แต่ภาษาอังกฤษไม่ดี ส่งผลให้เกิดปัญหาการเรียนการสอนเมื่อต้องรับผิดชอบชั้นเรียนซึ่งต้องใช้ภาษาอังกฤษตลอดเวลา

นอกจากการเรียนการสอนแล้ว ยังมีเหตุผลด้านสังคมอีกด้วยนะคะ สังคมที่ว่าหมายถึงเครือข่ายของเพื่อนที่จะติดต่อและเกื้อกูลกันในอนาคต ซึ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับผู้ที่จะทำงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงธุรกิจ ประเด็นนี้ ชวิศ สันติภราภพ หรือพี่ท๊อป ซึ่งเคยศึกษาระดับมัธยมปลายที่สิงคโปร์และปัจจุบันเป็นนิสิตชั้นปีที่ 2 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ภาคภาษาอังกฤษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับพี่นุ้ยว่าเรื่องเครือข่ายและสังคมถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เขากลับมาเรียนที่ประเทศไทย และในประเทศไทยยังมีกิจกรรมและการฝึกอบรมระยะสั้นที่ช่วยสร้างเสริมประสบการณ์และทำให้รู้จักเพื่อนที่สามารถพึ่งพากันต่อไปได้ทั้งในชีวิตการทำงานและส่วนตัว (การจัดอบรมที่ขึ้นชื่อในสายุรกิจสำหรับนักเรียนระดับปริญญา เช่น หลักสูตรนักลงทุนรุ่นใหม่จัดโดยสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย และธนาคารคู่บ้านคู่เมืองโดยธนาคารกรุงเทพ) ท๊อปยังเสริมอีกว่าการกลับมาเรียนต่อที่ประเทศไทยทำให้ประหยัดเวลาไปได้อีก เพราะหากเรียนที่สิงคโปร์ เขาต้องเสียเวลาอีก 2 ปีเพื่อเรียนในระดับ pre-university หรือ A level ก่อนที่จะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ นอกจากนั้นท๊อปยังประหยัดค่าเรียนได้อีก เพราะผลจากการที่เขาได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ระดับดี จึงได้รับทุนการศึกษาจากธนาคารเกียรตินาคิณ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว น้องๆคงอยากถามต่อไปวา แล้วเรื่องภาษาอังกฤษล่ะ ถ้าตัดสินใจเรียนต่ออินเตอร์หรือไปต่างประเทศ ภาษาอังกฤษจะดีขึ้นรึเปล่าพี่นุ้ยตอบเลยว่า ไม่แน่ค่ะเพราะจากประสบการณ์ที่อยู่รายการ English Breakfast และสอนนักเรียน พี่นุ้ยเห็นเลยว่าคนที่จบต่างประเทศหรืออินเตอร์ส่วนใหญ่พูดเก่ง ฟังเก่ง แต่หลายคนมีปัญหาเรื่องไวยากรณ์กับการเขียนหรือที่เรียกว่า broken English เป็นภาษาอังกฤษแบบแตกๆหักๆ น่าจะเกิดมาจากการเรียนภาษาอังกฤษแบบธรรมชาติ ไม่ได้สนใจกฎเกณฑ์ แต่ถ้าเทียบกันระหว่าง 2 ตัวเลือกนี้ แน่นอนว่าอยู่ต่างประเทศได้ใช้ภาษาอังกฤษมากกว่าอยู่แล้ว เพราะเหมือนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกบังคับให้สื่อสาร และเมื่อจะเรียนต่อระดับปริญญาโทในต่างประเทศ ยังอาจได้รบยกเว้นไม่ต้องสอบ IELTS หรือ TOEFL อีกด้วย (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละสถาบัน) หากเรียนหลักสูตรอินเตอร์ พอเดินออกนอกห้องเรียนเข้าโรงอาหาร ก็ต้องสั่งอาหารเป็นภาษาไทยอยู่ดี แต่ไม่ว่าจะอย่งไร น้องที่จะเรียนต่ออินเตอร์หรือไปเมืองนอกจำเป็นต้องมีพื้นฐานภาษาอังกฤษและผ่านการเตรียมตัวมาก่อนแล้วในระดับหนึ่ง

ท้ายที่สุดคงเป็นเรื่องประสบการณ์ชีวิตและความชอบส่วนบุคคล  ในส่วนความชอบนี้ก็แล้วแต่ใจว่าให้ความสำคัญกับอะไร บางคนเลือกเพื่อน ครอบครัว ก็อยากจะเรียนอินเตอร์ในไทยหรือเรียนภาคไทยเลย ส่วนบางคนปรับตัวได้ดี อยากแสวงหาสิ่งแปลกใหม่ก็อยากไปต่างประเทศ แต่เรื่องที่ควรระวังเป็นอย่างมากสำหรับนักเรียนที่ไปเมืองนอกครั้งแรก คือ nervous breakdown โรคประสาทที่เกิดจากการเครียดมากๆเพราะความเปลี่ยนแปลงและสับสนต่อวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งอาจนำไปสู่การแก้ปัญหาแบบผิดๆได้โดยเฉพาะในรายที่อายุน้อยๆหรือไม่มีวุฒิภาวะมากพอ

“Success is a continuous journey.” ความสำเร็จคือการเดินทางอย่างต่อเนื่อง  การเลือกเรียนเมืองนอก อินเตอร์ หรือแม้แต่ภาคไทยเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ที่เหลือเกือบทั้งหมดนั้นมาจากความตั้งใจและความพยายามเก็บเกี่ยวความรู้ ประสบการณ์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ สมัยรุ่นพี่นุ้ย (พี่นุ้ยเรียนที่จุฬาฯ รหัส 42) นักเรียนไมได้มีทางเลือกหรือหลักสูตรที่เปิดมากเท่ากับตอนนี้ แต่หลายคนก็มีความมานะจนประสบความสำเร็จได้นะคะ ขอให้ทุกคนโชคดีค่ะ

ปล. แวะคุยกันได้ที่ www.facebook.com/nuienglish หรือคลิก nuienglish@hotmail.com ได้นะคะ

พี่นุ้ย English Breakfast, PhD. Candidate, NIDA

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น